พรีวิว Honkai: Star Rail (CBT2) การผจญภัยครั้งแรกของผู้บุกเบิก โดยมีมนุษยชาติเป็นเดิมพัน

Honkai: Star Rail เป็นผลงานเกมกาชาล่าสุดของ HoYoverse ซึ่งเป็นเกมแรกของค่ายที่สร้างแนว RPG Tactical ผลัดเทิร์น

แล้วเนื่องจากเนื้อหาเกมมีส่วนเกี่ยวข้องกับจักรวาล Honkai Impact 3rd รวมถึงพัฒนาโดยทีมผู้สร้างเดียวกับ Genshin Impact ก็ทำให้เกมนี้ได้รับความสนใจจากชาวเกมเมอร์หลายคน

เรามีโอกาสได้ทดสอบเล่น Honkai: Star Rail ในช่วง Closed Beta รอบที่สองอย่างเป็นทางการ แล้วเรามีความรู้สึกอย่างไรจากการเล่นเกมนี้ ก็สามารถเข้ามาอ่านบทความพรีวิวของเกมนี้ได้เลย

*เนื่องจากพลาดการเข้าร่วมทดสอบ Closed Beta ในรอบแรก จึงไม่สามารถเปรียบเทียบคุณภาพเกมจากรอบทดสอบก่อนหน้านี้ได้

ผู้บุกเบิก กับการผจญภัยทั่วกาแล็กซี โดยมีมนุษยชาติเป็นเดิมพัน
Honkai Star Rail (17)

ในเกมนี้ ผู้เล่นรับบทเป็น “ผู้บุกเบิก” ที่ตื่นจากการหลับใหลเป็นเวลานาน แล้วค้นพบว่าในร่างกายตัวเองบังเอิญมีเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะ “Stellaron” ที่อาจเป็นต้นตอทำให้มนุษยชาติต้องสูญสิ้น ผู้บุกเบิกจึงต้องออกเดินทางร่วมกับ Dan Heng, March 7th, Himeko และ Welt ทั่วกาแล็กซีผ่านรถไฟ Astral Express เพื่อทำภารกิจรักษามนุษยชาติ ค้นหาความลับของจักรวาล พร้อมค้นหาจุดมุ่งหมายของการเดินทาง

จากการลองสัมผัสเล่นครั้งแรก เนื้อเรื่อง Star Rail มีเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัย ที่ผู้บุกเบิกออกเดินทางไปดาวเคราะห์ดวงต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ และหาวิธีกำจัด Stellaron ซึ่งนำพามาสู่หายนะ โดยตลอดการเดินทางจะมีโมเมนต์น่าตื่นเต้น การปล่อยมุกตลกหรือแซะกันระหว่างเพื่อนพ้อง การคลายปมความลับของดวงดาว แล้วพบปะกับเพื่อนใหม่ หรือไม่ก็ถูกดึงเข้าไปผัวพันกับเหตุการณ์บางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ จนเกิดการปะทะแล้วกลายเป็นศัตรูอีกฝั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ตามสไตล์เกมแนวแฟนตาซี หรือเกมที่ฉากหลังเป็นจักรวาลยักษ์ใหญ่ บางครั้งเนื้อหา Lore จะไม่กล่าวอธิบายจากการเล่นเนื้อเรื่องโดยตรง แต่จะบอกผ่านการอ่านหนังสือแทน ซึ่งหนังสือแต่ละเล่มจะวางจำหน่ายตามร้านค้า เมื่อกดซื้อแล้ว จะสามารถอ่าน Lore ได้ผ่านหน้าเมนู

และแน่นอน คำถามที่หลายคนสงสัยมากที่สุด คือเนื้อเรื่อง Star Rail เชื่อมโยงกับ Honkai Impact 3rd หรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ “ใช่และก็ไม่ในเวลาเดียว”

โดย “ไม่” ในที่นี้ หมายถึงเนื้อเรื่อง Star Rail เป็นเนื้อหาใหม่เอี่ยมที่ไม่จำเป็นต้องเล่นภาค 3rd หรือ Genshin Impact มาก่อน ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้

ส่วน “ใช่” ในที่นี้ คือเราได้เห็นตัวละครจาก 3rd มาปรากฏตัวในภาค Star Rail อีกครั้ง แต่ลักษณะนิสัย บทบาท มีการเปลี่ยนแปลงจากเกมภาค 3rd อย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น “Bronya Zaychik” จาก 3rd ถูกเปลี่ยนนามสกุลใหม่กลายเป็น “Bronya Rand” และ Seele ใน Star Rail ถูกเปลี่ยนบุคลิกใหม่กลายเป็นสาวห้าว หรือหมายความว่าตัวละครภาค Star Rail เป็นคาแรคเตอร์ “Alternate” หรือตัวละครจากต่างจักรวาลก็ว่าได้

สุดท้าย Star Rail เป็นแผนที่กึ่ง Open-World ที่หากเดินทางข้ามไปอีกแผนที่หนึ่ง จะต้องใช้เวลารอดาวน์โหลดฉากทุกครั้ง ฉะนั้นใครใช้อุปกรณ์ที่มีสเปกต่ำ อาจจะเจอปัญหาเกมดาวน์โหลดฉากช้าตามมาด้วย

ระบบ RPG เล่นง่าย ตัวละครมีความสามารถเอกลักษณ์อย่างเห็นชัด Honkai Star Rail (7)

รีวิวเกมส์.jpg1

แตกต่างจากเกมภาค 3rd อย่างสิ้นเชิง ใน Star Rail คือเกม RPG Tactical ที่ใช้ระบบการต่อสู้การผลัดเทิร์น ไม่ใช่เกมแนวแอ็กชันเหมือนผลงานเกมก่อนหน้านี้

ตัวละครใน Star Rail ได้แบ่งความแรร์ออกเป็น 2 ประเภท ระหว่างตัว 4 ดาวกับตัว 5 ดาว โดยบางตัวละครสามารถปลดล็อกได้จากการเล่นเนื้อเรื่อง หรือเคลียร์ความท้าทายต่าง ๆ แต่นอกเหนือจากนั้น ผู้เล่นต้องปลดล็อกตัวละครจากการกดกาชาเท่านั้น

ในเกมนี้ ผู้เล่นสามารถจัดทีมปาร์ตี้ได้สูงสุด 4 คน โดยแต่ละตัวมีการโจมตีแบบธาตุแตกต่างกัน เช่น สายกายภาพ สายน้ำ สายลม สายไฟ สายฟ้า สายควอนตัม และจินตภาพ ซึ่งทุกมอนสเตอร์ได้มีการระบุธาตุที่แพ้ทางอย่างชัดเจน เพื่อผู้เล่นสามารถเลือกโจมตีศัตรูแบบทำลายจุดอ่อนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ตัวเกมได้ระบุ “Path” หรือบทบาทหน้าที่ของตัวละครอย่างชัดเจน เช่น “ทำลายล้าง” เน้นการต่อสู้แนวหน้า, “อนุรักษ์”ตัวละครเน้นเพิ่มเกราะป้องกัน, “ล่าสังหาร” เน้นการทำ DMG ศัตรูตัวเดียว และอื่น ๆ รวมทั้งหมด 7 Path ที่มีให้เล่นในช่วง Closed Beta

ส่วนฝ่ายไหนเป็นผู้เริ่มเทิร์นโจมตีก่อนนั้น ก็ตัดสินกันช่วง Free Roam ที่หากผู้เล่นกดโจมตีโดนศัตรูก่อน เกมเมอร์ก็ได้เป็นฝ่ายเริ่มโจมตี นอกจากนี้ หากโจมตีด้วยธาตุที่พวกมันแพ้ทาง ก็สามารถทำความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามด้วย แต่หากศัตรูเป็นฝ่ายโจมตีก่อน ฝ่ายตรงข้ามก็จะเป็นผู้ได้เทิร์นแรกไปโดยปริยาย

สุดท้าย ทุกตัวมีสกิลความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ตัวละคร 5 ดาวจะมีสกิลเด่นชัดเจนที่สุด ตัวอย่างเช่น Clara มีสกิล Passive พิเศษ ที่หากโดนโจมตีแล้ว Svalog หุ่นยนต์ที่ปกป้องเธอจะโจมตีศัตรูตัวนั้นกลับทันที หรือ Bronya มีสกิลสนับสนุนที่เพิ่มบัฟค่า ATK ให้สมาชิก แล้วสมาชิกที่ได้รับบัฟ จะลัดคิวเลือกคำสั่งโจมตีได้ทันที

จากการเล่นเกมหลายชั่วโมง ก็มีความรู้สึกว่า Star Rail เป็นเกมที่มีระบบ RPG เล่นง่าย เพราะตัวเกมมีการบอกข้อมูลของศัตรูมาให้พร้อม และทุกตัวละครมีบทบาทหน้าที่ชัดเจน ทำให้การจัดทีมกับการอัปเกรดตัวละคร เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปราบคอนเทนต์ในช่วงต้นเกมได้

แต่แน่นอน ถ้าหากต้องการปราบโหมดท้าทายพิเศษ หรือเอาชนะคอนเทนต์ในช่วง Endgame การอัปเกรดเลเวล กรวยแสง (การ์ดอาวุธ) Trace (ทักษะตัวละคร) และการใช้รีลิกส์ให้ตรงกับความสามารถตัวละคร (มันก็คือ Artifact ใน Genshin Impact ที่เปลี่ยนชื่อเฉย ๆ) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ หากอยากปราบคอนเทนต์ เพื่อรับรางวัลเพชรกาชาทั้งหมดที่เกมเสนอมา

จากการเล่นครั้งแรก พบว่าระบบหลายอย่างของ Star Rail (นอกเหนือจากเกมเพลย์) ได้หยิบยืมมาจาก Genshin Impact เกือบทั้งหมด ฉะนั้นหากรู้สึกว่าหน้าตา HUD, UI, ระบบความคืบหน้า, ระบบ Energy Stamina, การปลดล็อก และอื่น ๆ อีกมากมาย มันคล้ายกับ Genshin Impact ซะเหลือเกิน ก็ต้องไม่แปลกใจ เพราะเชื่อว่าคนที่ติดตามเกมค่าย HoYoverse มาตลอดก็คงต้องรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นการฟาร์มรีลิกส์, หนังสือ EXP, ของอัปเกรดกรวยแสง, การแก้ไข Puzzle, การเปิดหีบสมบัติ, เงื่อนไขในการปลดล็อกเควสต์หลัก, ความท้าทายพิเศษ, ระบบสุ่มอัปเกรด Substats กับการรับรางวัลรีลิกส์จากการปราบ “Past Legacy” มันก็คือระบบจาก Genshin Impact ที่เอามาเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เข้ากับธีม Star Rail

ถึงแม้จะมีระบบใหม่ เช่น Trace ที่เป็นการอัปเกรดทักษะแบบร่างต้นไม้ และโหมดความท้าทาย “Simulated Universe” ที่ใส่องค์ประกอบของ Roguelike เข้าไป กับโหมด Fightclub สะสมคะแนนจากการทำ Objective แต่โดยรวมแล้ว ฟีเจอร์หลายอย่างของเกมนี้ นำมาจาก Genshin Impact แล้วมาดัดแปลงให้เข้ากับเกมแนว Tactical มากขึ้น

ข้อเสียหลักที่พบเห็นใน Star Rail ในช่วงทดสอบ Closed Beta รอบสอง คือการแปล Localization มีการใช้คำศัพท์เฉพาะทางมากเกินไป อาจทำให้หลายคนเข้าใจเนื้อหาได้ยากบางครั้ง

นอกจากนี้ ด้วยธรรมชาติของเกมแนว RPG ผลัดเทิร์นที่มีเกมเพลย์ช้าอยู่แล้ว ก็ส่งผลลัพธ์ทำให้การทำภารกิจรายวันให้เสร็จสิ้นนั้นช้ากว่าเกมกาชาอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด แม้ในฉากต่อสู้จะมีฟีเจอร์เร่งความเร็วของเกม และเลือก Auto-Play แต่จะดีกว่านี้ ถ้าหากเราสามารถกดข้ามฉากแอนิเมชันการใช้ท่าไม้ตายได้

โดยรวมแล้ว Honkai: Star Rail เป็นเกม RPG ที่เล่นง่าย มีเนื้อเรื่องการผจญภัยน่าตื่นเต้น ตัวละครมีเอกลักษณ์ และมีระบบเกมเพลย์สนุกสนาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าระบบสุ่มรีลิกส์ กับ Substats อาจจะทำให้ Star Rail กลายเป็นเกมฟาร์มนรกในช่วง Endgame คล้าย Genshin Impact

แต่ถ้าหากมองข้ามเรื่องการทำ Min-Max ตัวละครไปได้ แล้วสนุกสนานไปกับเนื้อเรื่อง การอัปเกรดทีมแบบค่อยเป็นไปได้ และเกมเพลย์เพลิน ๆ Honkai: Star Rail ถือเป็นหนึ่งในเกมกาชาจากค่าย HoYoverse ที่น่าจับมอง

เกมส์1 Previous post Genshin Impact เผย Tier list อัปเดตล่าสุด และ “เหยาเหยา” มีอยู่จริง